ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

ครองเรือน

๑๑ ก.ย. ๒๕๖๕

ครองเรือน

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๕

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม ข้อ ๒๘๒๗. เรื่อง “กามราคะ”

กราบนมัสการหลวงพ่อ เนื่องจากตั้งใจไว้จะบวชหลังจากที่เคลียร์หนี้สินเสร็จใน ๔ ปีข้างหน้า เรื่องที่ทุกข์ใจมากคือได้พบกับผู้หญิงที่ชอบและขัดกับหัวใจที่อยากบวช จึงขออุบายในการกำราบกามราคะด้วยครับ มันเผาลนหัวใจมาเกือบหนึ่งเดือนแล้วครับ

กระผมลองพิจารณาอสุภะ นึกให้หนังของเขากระเด็นลอกออก เห็นเป็นเนื้อแดงๆ เห็นเป็นหนองออกตามร่างกาย เห็นกระดูกอะไรต่างๆ กิเลสก็สงบได้บ้าง แต่บางมากๆ แป๊บเดียวความคิดกามราคะก็กลับมาอีก สลัดไม่ออกสักที แม้กระทั่งนึกให้เขากลายเป็นชายก็ไม่สงบ ไม่ค่อยลง เดินจงกรมและนั่งสมาธิ เอาสมาธิข่มก็แล้ว ก็ยังไม่ได้ผลดีเช่นกัน จึงขอความเมตตาท่านให้ชี้แนะในการปฏิบัติต่อไปครับ

ตอบ : ส่วนใหญ่แล้วคนที่มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนาไง แล้วหวังผลในการประพฤติปฏิบัติ สิ่งที่เป็นภัยข้าศึก ระหว่างเพศตรงข้าม ระหว่างเพศตรงข้ามมันเป็นภัย เป็นภัยในพรหมจรรย์ของแต่ละสองฝ่าย ของในแต่ละฝ่าย ถ้าแต่ละฝ่าย แต่ละฝ่ายแล้ว มันเป็นกรรมของสัตว์ๆ ไง

เวลากรรมของสัตว์ ถ้าสติสัมปชัญญะของเราสมบูรณ์แบบ สิ่งใดที่จะกระทบ เราก็ดับได้ เราก็เข้าใจได้ แต่ถ้าวันไหนมันไปกระทบรุนแรง แล้วมันสายบุญสายกรรม ถ้ามันมีความสัมพันธ์กันมา มันก็จะมีปัญหาขึ้นมาไง ถ้ามันมีปัญหาขึ้นมา เวลามีปัญหาขึ้นมาแล้ว เรามีเป้าหมาย

เขาบอกว่า เขามีเป้าหมายว่าอยากจะบวชในอีก ๔ ปีข้างหน้า แต่ทีนี้บังเอิญเพิ่งมาเห็นเขาแค่เดือนเดียว

เราทะนุถนอมหัวใจของเรามาตลอดชีวิต แล้วเราพัฒนาของเราขึ้นมา ของเราเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นมา แล้วเวลาถึงเวลาแล้วมันไปเจอเข้าไง มันไปชอบเขา แล้วไปชอบเขา แล้วเราไปพิจารณาเขาให้เป็นอสุภะ

ตำรวจจับนะ ไปพิจารณาให้เขาเป็นอสุภะ ลอกเนื้อลอกหนังเขาน่ะ

แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริงของเราไง เราพิจารณาที่หัวใจของเรานี่ ตรึกในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่างหาก

ชีวิตในการครองเรือน การครองเรือนเป็นเรื่องทุกข์ยากมาก เป็นเรื่องทุกข์ยากมากเพราะหัวใจของเรา เรายังเอาหัวใจของเราไว้ไม่อยู่เลย เวลากิเลสตัณหาความทะยานอยากมันดิ้นรนในหัวใจของเรา เรายังทุกข์ยากกับกิเลสตัณหาในหัวใจของเรา แล้วเราจะไปเอากองไฟอีกกองหนึ่งมาสุมในบ้านเราทำไม

ในบ้านเรานี่ก็มีกองไฟอยู่กองหนึ่งแล้ว แล้วก็จะไปเอาอีกกองหนึ่งมาคู่กัน พอเอามาคู่กันแล้ว ถ้าเกิดมีครอบครัวขึ้นมามันก็มีลูกมีเต้า มันก็จะมีอีกกองหนึ่ง กองหนึ่ง กองหนึ่ง โอ้โฮ! ไฟหลายกองเลย

แต่ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะของเรา เราดับที่ต้นเหตุนี้ ถ้าเราดับที่ต้นเหตุนี้โดยที่เราไม่ไปวอแวกับเขา สิทธิเสรีภาพของมนุษย์ไง มันเป็นสิทธิ์ของเขา มันเป็นสิทธิ์ของแต่ละบุคคลที่เกิดมาแล้วจะดำรงชีวิตอย่างใด

ถ้าเราจะดำรงชีวิตของเรา ถ้าดำรงชีวิตเพศพรหมจรรย์ อยู่ในเพศของฆราวาส เขาก็อยู่ของเขาได้ ถ้าเราจะครองเรือน ครองเรือนมันก็ต้องมีสติสัมปชัญญะคิดให้ดี เรามีคู่ครองของเรา แล้วมีคู่ครองของเรา เห็นไหม ถือไม้เท้ายอดทอง ถือกระบองยอดเพชร ถ้าถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร ถ้ามันราบรื่นไปทั้งชีวิตไง

แต่ในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายืนยันเด็ดขาด

ที่ไหนมีความรัก ที่นั่นมีความทุกข์

เราไปรักเขาเอง เราไปรักเขาเอง

ที่ไหนมีความรัก ที่นั่นมีความทุกข์

เพราะเรารักแล้วเราก็หึง เราก็หวง เราก็อยากเป็นเจ้าของ เราก็อยากจะยึดครอง

แต่ถ้าเรามีเมตตาธรรม เรามีเมตตาธรรม เรามีเมตตากรุณาของเรา เรามีเมตตาธรรม เพราะมันสิ่งมีชีวิตไง แม้แต่สัตว์ เรายังให้อาหาร เรายังคุ้มครองดูแลมัน แล้วมนุษย์ขึ้นมาทำไมเราไม่คุ้มครองดูแลกัน ถ้ามนุษย์คุ้มครองดูแลกัน เวลามันเป็นคู่ครองต่อกันแล้ว ถ้ามันผิดอกผิดใจขึ้นมา เจ็บช้ำน้ำใจมาก ปวดใจ

คนอื่นติฉินนินทาไม่เท่าไรนะ ไอ้คนใกล้ชิดติฉินนินทานี่เจ็บช้ำน้ำใจ ยิ่งคนใกล้ชิดมันยิ่งกระทบกระเทือน แล้วมันโดยธรรมชาติ ลิ้นกับฟันมันต้องมีอยู่แล้ว

นี่พูดถึงไง พูดถึงว่าเรามีเป้าหมายว่าจะบวช แล้วเวลาเราไปรักเขา

รักเขาแล้วมันเรื่องกามราคะ เรื่องความปรารถนา เรื่องความต้องการ เรื่องความปรารถนา ความต้องการ เราแก้ไข เราแก้ไขด้วยการเพ่งอสุภะ เรามีสติมีปัญญามากน้อยแค่ไหน เราทำความสงบของใจก็เกือบตายแล้ว นี่มันไม่เห็นหลังคาบ้าน กินข้าวไม่ได้ มันมีของมันไง

ฉะนั้น ถ้าเราจะพิจารณาอสุภะๆ มันเป็นข้อเท็จจริงในการประพฤติปฏิบัติ ถ้าเป็นข้อเท็จจริงในการประพฤติปฏิบัตินะ ถ้าพิจารณา เริ่มต้นในการประพฤติปฏิบัติไง ปุถุชน กัลยาณชน ถ้ายกขึ้นคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ มันถึงจะไปละกามราคะโดยข้อเท็จจริง

เวลาคู่ที่ ๑ สักกายทิฏฐิความเห็นผิดในร่างกายนี้เท่านั้น ไม่สีลัพพตปรามาส ไม่ลูบไม่คลำในศีล เวลาพิจารณาไปแล้ว กายกับจิตแยกออกจากกันโดยสัจจะความจริงขึ้นมา นี่คู่ที่ ๒ เวลาคู่ที่ ๓ ปฏิฆะ กามราคะ นั่นน่ะคู่ที่ ๓ ถ้าคู่ที่นะ ๔ ทำลายภวาสวะ ทำลายภพจนสิ้นไปเลย นั่นน่ะจบ วิมุตติสุขๆ จริงๆ ตามสัจจะเป็นความจริงในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แล้วเราเป็นปุถุชน แล้วจะเพ่งกามราคะ จะเอากามราคะ

เราพิจารณาของเรา พิจารณาของเรา ถ้าพิจารณากายของเขาให้เป็นอสุภะๆ ถ้ามันเป็นอุบายวิธีการ มันก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าจะเอาเป็นสัจจะความจริงขึ้นมา มันเหนือความสามารถของเราเกินไป ว่าอย่างนั้นเลย

ถ้ามันเหนือความสามารถของเราเกินไป เราก็ตั้งสติของเรา เราตั้งสติของเรา แล้วเราทำความสงบของใจเราเข้ามา แล้วพิจารณาธรรม

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การครองเรือนเป็นความทุกข์อย่างยิ่ง

การครองเรือน เราครองใจเราคนเดียว พรหมจรรย์ เราครองหัวใจเราบุคคลคนเดียว เรายังเอาหัวใจของเราได้ยาก แล้วเวลาครองเรือนๆ กี่หัวใจ กี่กองไฟ

กองไฟ เห็นไหม ดูสิ ทางโลก คนจีน เวลาลูกชายคนแรกเกิดมานี่ โอ้โฮ! ไข่แดง เลี้ยงฉลอง

แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาติปิ ทุกฺขา ชาติการเกิดเป็นทุกข์อย่างยิ่ง

มันเห็นตรงข้าม โลกกับธรรมมันเห็นตรงข้ามกันไง

ธรรมะเวลาเห็น เวลาคนเกิดมา เกิดมาร้องอุแว้ๆ มันกำแน่นเลย มันยึดมั่นถือมั่น เกิดมาเพื่อความเป็นรัฐบุรุษ เพื่อความเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ โอ๋ย! มันต้องขวนขวาย ต้องมีการกระทำมากมายมหาศาล แต่มันก็เป็นผลจากวัฏฏะ เวลาตายแบหมดเลยนะ มือแบหมด จะต้องยกขึ้นมาเอาดอกไม้ธูปเทียนให้ แล้วก็ตราสังไว้ให้มีดอกไม้ธูปเทียนไปไหว้พระไหว้เจ้านู่น

นี่พูดถึงไง ถ้าเราพิจารณาของเราอย่างนี้ ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมาพิจารณาแล้วด้วยเหตุด้วยผล กิเลสกลัวเหตุกลัวผล กิเลสกลัวธรรม ธรรมะคือเหตุและผล ถ้าเหตุและผลมันเป็นอย่างนี้ได้ มันพิจารณาของมันได้เพื่อประโยชน์กับเราไง เพื่อประโยชน์กับว่าการดำรงชีวิตแบบที่เป็นอิสระ จะบวชก็ได้ จะไม่บวชก็ได้ นี่พูดถึงยังไม่ได้บวชนะ เวลาไม่ได้บวชเป็นพระ ถ้าบวชเป็นพระแล้ว ถ้าไปเจอในเพศผ้าเหลือง เห็นไหม

เวลาในวงการพระ ถ้าใครไปตกหลุมรักใคร ในสมัยพุทธกาลไง เวลาเขานิมนต์พระไปฉัน นางโสเภณีเป็นหญิงสาวที่สวยมาก แล้วพระไปฉันที่บ้านนั้นกลับมาแล้ว พอกลับมาถึงวัดนั้น โอ้โฮ! จิตมันไปปฏิพัทธ์ ไม่กินไม่อนเลยล่ะ ทุกข์อยู่อย่างนั้นน่ะ พอทุกข์อยู่อย่างนั้นปั๊บ นางโสเภณีนั้นเขาเสียชีวิตลง

ข่าวมาถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บอกอย่าเพิ่งเผา เอาไว้นั่นก่อน แล้วถึงเวลาวันเผา นิมนต์ให้พระองค์นั้นไปด้วย

เวลานิมนต์ ไปถึงนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศเลย นางโสเภณีเวลาเขายังมีชีวิตอยู่นะ ค่าตัวคืนเขาคืนละ ๑,๐๐๐ กหาปณะ เวลาอย่างนั้นแล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศเลยว่า เวลาค่าตัวเขาหนึ่งคืน ๑,๐๐๐ กหาปณะ ต่อไปนี้ใครประมูลเอาบ้าง

ไม่มีใครเอาเลย จาก ๑,๐๐๐ เหลือ ๕๐๐ เหลือ ๑๐๐ เหลือ ๑ กหาปณะ ไม่มีใคร เพราะมันเป็นซากศพไง

พระองค์นั้นเขาไปด้วย เขาพิจารณาของเขา พิจารณาของเขา เพราะรักเขาไง รักเขา รักเขาจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ รักเขาน่ะ นี่พระนะ

กรณีอย่างนี้มันเป็นเรื่องกรรมของสัตว์ มันเป็นเรื่องสายบุญสายกรรมที่เกิดมา ถ้าเกิดการปฏิพัทธ์ต่อกัน มันก็มีปัญหาการผูกมัดผูกพันกัน ถ้ามันไม่มีปัญหา มันก็เป็นปัญหา เป็นสังคมของโลก

เวลาบอกว่า เขาถามเรื่องกามราคะ เรื่องกามราคะ เหตุเกิด เหตุเกิดเพราะเขาตั้งใจว่าจะบวช ตั้งใจว่าจะบวช จะถือพรหมจรรย์ เพศพรหมจรรย์ ถ้าเพศพรหมจรรย์แล้ว ถ้ามีอำนาจวาสนานะ เราก็ดำรงอุดมการณ์ของเรา ดำรงสิ่งที่เราปรารถนาได้

เวลามาบวชเป็นพระ พระบวชใหม่ๆ พอพระบวชใหม่ พระบวชใหม่ทนคำสอนต่างๆ ในพระพุทธศาสนาได้ลำบาก ลำบากเพราะอะไร เพราะเราเคยชินในเพศฆราวาส ในสิทธิเสรีภาพของความเกิดเป็นมนุษย์ไง พอบวชเป็นพระมีธรรมและวินัย ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา เราต้องประพฤติปฏิบัติ หัดอบรมบ่มเพาะหัวใจของเราขึ้นมา ถ้ามันปฏิบัติตามความเป็นจริงของเราขึ้นมาได้ นี่เรามีเป้าหมายของเรา

ทีนี้มีเป้าหมายของเราแล้ว มันเกิดไปชอบเขา มันเผาลนหัวใจมาก แต่เราว่าเป็นมาเกือบหนึ่งเดือนแล้วครับ

แค่เดือนเดียว ถ้าเราใช้สติปัญญามันก็วางได้ วางได้มันก็เป็นบุคคลคนเดิมนั่นน่ะ เป็นผู้หญิงคนเก่านั่นแหละ เพียงแต่ว่าเขาก็เป็นสิทธิในตัวของเขา เราก็เป็นสิทธิในตัวของเราไง สิทธิในตัวของเรา เรารักษาหัวใจของเรา

เวลาผู้ที่ประพฤติปฏิบัติเขาเรียกว่าส่งออก

แม้แต่ใจของตน มันยังรักษาใจของตนไม่ได้ มันส่งออกน่ะ ส่งออกไปยึดไปถือ ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นสิทธิของเขา เขายังไม่รู้เรื่องอะไรกับเรานะ เราเองต่างหาก เราเองต่างหาก ถ้าเราเองต่างหาก

แล้วจะเพ่งอสุภะขึ้นมาเพื่อจะดับกามราคะในใจของตน

ดับกามราคะในใจของตน ทำอย่างนี้ก็ถูกต้อง แต่ที่เราเสนอไง เสนอด้วยใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ใช้ปัญญาไตร่ตรอง

เรามีเป้าหมายของเราอยู่แล้ว เราจะประพฤติปฏิบัติของเราอยู่แล้ว เราอยากจะกระทำไง เราอยากจะประพฤติปฏิบัติให้มีคุณธรรมขึ้นมาในหัวใจของเรา ถ้าเราทำของเราได้ มีอำนาจวาสนา เราก็ทำของเรา ถ้ายังไม่มีอำนาจวาสนา เราก็ปฏิบัติในเพศของฆราวาสนั้น

แต่ถ้าเป็นกรรมของสัตว์ๆ ถึงเวลาตกล่องปล่องชิ้นเป็นคู่ครอง นั่นก็กรรมของสัตว์ มันไม่ผิดกฎหมาย มันผิดกฎหมายตรงไหนล่ะ เพราะเราทำถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมายก็จบ แล้วเวลาจบแล้ว เวลาไปครองเรือนแล้ว แล้วมันจะทุกข์จะยากอย่างไร นั่นก็เป็นกรรมของสัตว์แล้ว

ฉะนั้นบอกว่า แม้กระทั่งให้เขากลายเป็นชายก็ไม่สงบ มันสงบไม่ค่อยได้ เดินจงกรม นั่งสมาธิ จะเอาสมาธิข่มก็แล้ว มันไม่เป็นผลเช่นกัน จึงขอความเมตตาท่านชี้แนะในการปฏิบัติต่อไปครับ

หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ พยายามตั้งใจกำหนดอานาปานสติ กำหนดพุทโธๆ ถ้ากำหนดได้ แล้วถ้ามีสติสัมปชัญญะบ้าง ก็ใช้ปัญญาไตร่ตรองคิดถึงอนาคตไง คิดถึงเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด

กรณีอย่างนี้มันก็คิดถึงท่านพ่อลีไง ท่านพ่อลีท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงมาก ลูกศิษย์ของท่านเป็นเจ้าของร้านยาเพ็ญภาค ลูกศิษย์ไง

ก็คิดว่าตัวเองจะสึก นี่ความคิดนะ ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นความคิดไง คิดว่าตัวเองรักสาว ก็จะสึก จะสึกแล้วก็จะไปทำงานกับโรงทำยาเพ็ญภาค จะได้เงินเดือนเดือนละ ๒ บาท ๕๐ คิดไปเรื่อย คิดว่าแต่งงาน แต่งงานแล้วก็มีบุตร พอมีบุตรแล้ว ภรรยาเสียชีวิต ภรรยาเสียชีวิตก็ได้ภรรยาคนใหม่ ภรรยาคนใหม่ขึ้นมา ภรรยาใหม่กับบุตรเดิมก็ทะเลาะเบาะแว้งกัน คิดไปคิดมา บอกว่า ถ้าทะเลาะเบาะแว้งกัน ตกลงว่าเลิก กลับมาบวชดีกว่า แล้วเป็นพระอยู่ จะสึกทำไม เป็นพระอยู่ก็ไม่สึกไง

เวลาเป็นพระอยู่ คิดเลยนะ คิดเลยว่าจะสึก สึกแล้วจะไปทำงานโรงยาเขา แล้วทำงานที่ได้เงินเดือนเท่านั้น จะมีบุตร มีบุตรแล้วเกิดภรรยาเสียชีวิตไป จะได้ภรรยาใหม่ พอได้ภรรยาใหม่แล้ว บุตรของเราทะเลาะเบาะแว้งกัน ในครอบครัวไม่มีความสุขเลย สรุป ไม่สึก 

นี่ท่านพ่อลี ในประวัติท่านพ่อลีไปเปิดดู

นี่เป็นเรื่องธรรมดา

ทีนี้ของเรา มันกรรมของเรา มันเป็นกรรมของเรา เรามีความปรารถนา แล้วมันมีเรื่องเกิดขึ้นมาในหัวใจ มันก็เป็นความขัดแย้งในความคิดของเรา เราก็แก้ไขของเราเพื่อดำรงชีวิต เพื่อเป้าหมาย ทำแล้วให้ประสบความสำเร็จในชีวิตของเรา ถ้าทำได้ ถ้าทำไม่ได้ก็กรรมของสัตว์ จบ

ถาม : ข้อ ๒๘๒๘. เรื่อง “การปฏิบัติถูกต้องตามแนวพระพุทธเจ้าหรือเปล่าครับ”

เมื่อวันที่ ๒๙ เดือน ๗ ปี ๖๕ สภาวธรรมตอน ๑๕.๓๐ เกิดสมาธิและปัญญา เห็นกายนี้เปรียบเสมือนธาตุทั้ง ๔ แตกสลาย ไม่ใช่ตัวเรา สลดสังเวช น้ำตาไหลตอนเดินจงกรม ได้ประมาณชั่วโมงครึ่งครับ

วันที่ ๒๗/๘/๖๕ สภาวธรรมตอน ๑๒.๐๐–๑๔.๓๐ นั่งสมาธิแล้วเกิดจิตเข้าไปเห็นว่า ทุกอย่างเป็นทุกข์ ทุกข์น้อยกับทุกข์มาก ไม่เห็นมีความสุขตรงไหนเลยครับ เช่น จิตเห็นจิตเกิดดับ เดี๋ยวคิด เดี๋ยวสงบตั้งมั่น เดี๋ยวฟุ้งซ่าน เดี๋ยวเจ็บปวด เดี๋ยวเปิดปีติ

ตอบ : คำถามไง ไอ้นี่มันผลของการประพฤติปฏิบัติไง

เขาบอกว่า การปฏิบัตินี้ถูกต้องตามแนวทางพระพุทธศาสนาหรือเปล่าครับ

ถ้าแนวทางพระพุทธศาสนา เวลาประพฤติปฏิบัติโดยเป็นสัจจะเป็นความจริง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ โดยอริยสัจ จิตนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจ

จิตนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจ เห็นไหม คนที่จะเอาหัวใจของตน เอาจิตของตนกลั่นออกมาจากอริยสัจ ก็ต้องมีพื้นฐาน มีรากฐานของเขาพอสมควร

เวลาการประพฤติปฏิบัติใหม่ๆ เริ่มต้นจากปุถุชน ปุถุชน เราเป็นปุถุชน เราจะประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมาโดยอำนาจวาสนาของเรา มันก็เป็นการทำความสงบของใจบ้าง ถ้าทำความสงบของใจบ้าง ใจมันสงบระงับเข้ามา มันเกิดไง เกิดนิมิต เกิดความรู้ความเห็นต่างๆ ร้อยแปด

ถ้าเกิดความรู้สึกความคิดนึกต่างๆ ร้อยแปด เวลาทำแล้วเราก็ต้องพยายามทำของเราให้ชำนาญในวสี ให้ชำนาญในการเข้าและชำนาญในการออก

ชำนาญในการเข้า เข้าสู่ความสงบของใจของตน ถ้าจิตมันสงบระงับ มันเป็นความสามารถของเราที่ประพฤติปฏิบัติแล้วได้ผลแบบนี้ ถ้าได้ผลอย่างนี้ เวลามันคลายตัวออกมา เวลามันสงบมันก็มีความสุขของมัน เวลามันคลายตัวออกมามันก็มีความทุกข์ความยาก มันมีความเครียดในหัวใจ มันมีความกดดันในหัวใจร้อยแปด

กิเลสของมัน มันเปลี่ยนหน้ามาเล่นทั้งนั้นน่ะ ถึงที่สุดแล้วมันเป็นพญามาร คืออวิชชา คือความไม่รู้ในการประพฤติปฏิบัติของตนนี่ไง ถ้าความไม่รู้ในการประพฤติปฏิบัติของตน เห็นไหม

ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก

มันไม่ปัจจัตตัง มันไม่เห็นชัดเจนของมัน มันไม่ได้บริหารจัดการของมัน ถ้ามันได้บริหารจัดการของตน คำว่า บริหารจัดการ” คือชำนาญในวสีไง

เวลาถ้าคนนะ เวลามันตกทุกข์ได้ยากหรือว่าปฏิบัติไปแล้วมันจนตรอก ถ้าเราจะมาพิจารณาผลของการปฏิบัติของเราเลย เราปฏิบัติมากี่วันแล้ว เราปฏิบัติมากี่เดือนแล้ว เราปฏิบัติมากี่ปีแล้ว แล้วเวลาปฏิบัติขึ้นมา วันไหนบ้างที่มันดี วันไหนที่มันโหดร้าย วันไหนที่มันทุกข์มันยากไง นี่เวลาครูบาอาจารย์ของเราท่านประพฤติปฏิบัติของท่าน ท่านไปธุดงค์ที่ไหนของท่าน

นี่ไง เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านยืนยันไงว่า ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก

ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์ เวลาหลวงปู่ขาวที่โหล่งขอด เวลาจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มันไปรวมที่ไหน จิตของเราไปเสื่อมที่ไหน

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกเลย เวลาท่านอยู่ที่จักราช พรรษาแรกจิตมันดีมาก แล้วก็เสื่อมมาก

นี่ทำไมมันจำได้ล่ะ มันจำของมันได้ มันชำนาญของมันในการเข้าและการออก ในการดูแลหัวใจของตนไง

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เวลาบอกว่า เวลาจิตมันเห็นกายเปรียบเสมือนธาตุทั้ง ๔ ที่แตกสลาย ไม่ใช่ตัวเรา มันสลดสังเวช น้ำตาไหล เดินจงกรมได้ประมาณครึ่งชั่วโมง

เวลาจิตถ้ามันจะสงบระงับเข้ามา แล้วอยู่ที่อำนาจวาสนาของคน ถ้ามันรู้มันเห็น มันรู้มันเห็นอย่างนี้มันเกิดเอง มันเกิดเอง ว่ามันจะเป็นนิมิต มันก็เป็นนิมิตนั่นแหละ มันก็เป็นความรู้ความเห็นของตน ถ้าความรู้ความเห็นของตน สิ่งนั้นน่ะเก็บไว้

ไอ้นี่มันแบบว่า ลมพัดใบไม้ไหว มันเป็นของชั่วคราวๆๆ แต่คนที่ประพฤติปฏิบัติแล้วไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใดเลย อยู่ที่วาสนา ปฏิบัติล้มลุกคลุกคลาน ปฏิบัติแล้วมันจิตไม่เคยสงบ ปฏิบัติแล้ว ไหนวะ ศีล สมาธิ ปัญญา สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี มันสุขอย่างไรวะ มันสงบอย่างไร มันสุขอย่างไร มันทุกข์ยากอยู่นี่ อู๋ย! ทำแล้วมันล้มลุกคลุกคลานอยู่นี่ มันสุขอย่างไร

สุข ถ้าทำแล้วมันสมดุลพอดีของมัน ถ้ามันสมดุลพอดีของมัน มันจะลงสู่ทางสายกลาง ลงสู่สัมมาสมาธิ ลงสู่สัจจะความจริง เพราะอะไร

เพราะเราฟุ้งซ่านไง เราปุถุชนไง เราหาหนทางของเราไม่ได้ไง เวลาจะหาหนทางขึ้นมา ศีล สมาธิ พอเป็นสมาธิแล้วเราก็พยายามจะหาหนทางต่อไป ศีล สมาธิ ปัญญา

ปัญญามันจะเกิดจากสัมมาสมาธิถูกต้องดีงามชอบธรรมขึ้นมา มันจะมหัศจรรย์ในตัวของมันเอง มหัศจรรย์ในตัวของมันเอง สิ่งที่รู้ที่เห็นนี่ไง อย่างที่ว่า เห็นกายนี้เปรียบเสมือนธาตุ ๔ ที่แตกหมดเลย

ไอ้อย่างนี้มันส้มหล่น

เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบอกว่า ธรรมมันเกิด

ธรรมเกิดคือวาสนาของคนนะ มันเกิดขึ้นมาเองไม่ได้ มันต้องมีวาสนาสิ มันมีบุญมีกุศลของมันมา เวลามันทำแล้วมันเกิดอาการแบบนี้ อาการแบบนี้ส้มหล่นไง ส้มหล่นคือว่าเราไม่ได้เริ่มต้นไง ไม่ได้เริ่มต้นมีสติสัมปชัญญะ เริ่มต้นจากการควบคุมดูแลหัวใจของตน เริ่มต้นจากชำนาญในวสี ในการควบคุมสมาธิได้

พอทำสมาธิแล้ว เรากำหนดให้มันมั่นคงแข็งแรงอย่างไรก็ได้ แล้วเราน้อมไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม มันก็จะเป็นแบบที่คำถามนี้ แต่มันเห็นจริงๆ เห็นด้วยการบริหารจัดการไง การบริหารจัดการด้วยสติ ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญาของเรา นี่ถึงเรียกว่าวิปัสสนา

แต่เวลาทำ เราบริหารไม่ได้ บริหารไม่ได้คือเรายังจับต้นชนปลายไม่ได้ เราทำไป เรายังไม่รู้อะไรจะเกิด แล้วจะเกิดอย่างไร แล้วมันจะอยู่กับเราอย่างไร เราไม่รู้เลย เราก็ฝึกหัด ฝึกหัดจนมันรู้มันเห็น ถ้ามันรู้มันเห็นขึ้นมา เราก็พยายามจะฝึกหัดของเราให้จิตมันมีความสงบ เราเข้าใจได้

แต่เวลาคนปฏิบัตินะ เริ่มต้นที่ปฏิบัติมันล้มลุกคลุกคลาน แล้วมันเป็นปริยัติ ปริยัติศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา แล้วเวลาเป็นภาคความจริง นี่ไง ปริยัติ ปฏิบัติ แล้วเวลาปฏิบัติ มันปฏิบัติแล้วเรามีความรู้มากน้อยแค่ไหน มันภาคปริยัตินั่นล่ะเอามาเทียบเคียง

แต่ถ้าในภาคปฏิบัติๆ เขาจะเอาอย่างคำถามของโยม โยมที่ถามมา อย่างนี้เวลามันเริ่มต้น ที่หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่า การประพฤติปฏิบัติยากอยู่คราวเริ่มต้น เริ่มต้นล้มลุกคลุกคลาน

แต่นี่ยังวาสนานะ วันที่ ๒๙ เดือน ๗ วันที่ ๒๗ เดือน ๘ มันส้มหล่น มันเป็นไปได้ จะบอกว่า คำถามของเขา

การปฏิบัติถูกต้องตามแนวทางพระพุทธเจ้าหรือเปล่าครับ

ในแนวทางของพระพุทธเจ้าไง ให้ทำความสงบของใจเข้ามา ในการทำความสงบของใจ ทำความสงบของใจ ๔๐ วิธีการ ๔๐ วิธีการคือคำบริกรรม ๔๐ แบบ ๔๐ รูปแบบไง กรรมฐาน ๔๐ ห้อง แล้วเราทำของเรา ประสบการณ์ของจิตมันจะแสดงอาการของมัน มันจะเปิดเผยในการปฏิบัติของมัน แล้วมันจะรู้จะเห็นตามความเป็นจริงของมัน ถ้าเป็นความจริงนะ

ถ้าเป็นความจริง มันจะต้องทำความสงบของใจ ถ้าใจสงบแล้ว ถ้ามันจะเห็นว่าเห็นธาตุ ๔ เห็นอย่างไร ใครเป็นคนเห็น

ถ้าเห็นธาตุ ๔ มันขนพองสยองเกล้า ถ้าเราบริหารจัดการ มันจะเป็นของมันไป

แต่คำถามนี้เวลามันเกิด มันเกิดในเวลานั้นๆ เลย เวลามันเกิด มันเกิดขึ้นมาแล้วเราจะควบคุมมันอย่างไร แล้วเวลามันเกิดแล้ว เวลามันเป็น มันเป็นไปเองหรือ ถ้ามันเป็นไปเอง เวลามันเป็นไปเอง

เวลาที่ครูบาอาจารย์ท่านประพฤติปฏิบัติของท่าน ในวิปัสสนา ในเกิดภาวนามยปัญญา กำหนดนะ ให้พิจารณา

อย่างคำถามแรกที่เรื่องกามราคะ เวลาไปชอบเขา ก็กำหนดให้เขาเป็นอสุภะซะ ลอกหนังเขา ลอกต่างๆ เขา นั่นลอกเขาเพื่อจะลดละความทิฏฐิมานะในใจของตน

อันนี้ก็เหมือนกัน เวลาเขาว่าพิจารณาเป็นธาตุ ๔ ธาตุ ๔ แตกหมด พอมันแตกแล้ว ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน มันสลดสังเวชจนน้ำตาไหล

อันนี้กรณีหนึ่ง กรณีนี้รสชาติของมัน เวลาธรรมเกิด ธรรมเกิดมันก็เป็นแบบนี้ เวลาธรรมเกิดขึ้นมามันสลดมันสังเวชของมัน แต่มันก็เฉพาะกาลนั้น แล้วมันได้ทำลายกิเลสไหม แล้วมันรู้จักกิเลสไหม

ไอ้นี่มันคือการฝึกหัดปฏิบัติเริ่มต้น ถ้าเริ่มต้นปฏิบัติของมันแล้ว ถ้าในการปฏิบัตินะ ให้จำอาการแบบนี้ไว้ อารมณ์ความรู้สึก เห็นไหม

มันสลด น้ำตาไหล เดินจงกรมได้ประมาณชั่วโมงครึ่ง สลดน้ำตาไหล

ภาษาเราว่ามันส้มหล่น ส้มหล่นคือมันเป็นธรรมะเกิด ธรรมะเกิด เกิดจากเราภาวนานี่แหละ เราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ แล้วมันเป็นอำนาจวาสนาของเรามันสมดุลพอดี มันเกิด เกิดโดยที่ว่าเหมือนกับถูกหวย มันมาเอง

แต่ถ้าเป็นพระกรรมฐาน เป็นครูบาอาจารย์ของเรานะ เวลาเริ่มต้น ถ้าจิตมันมั่นคงแล้วเราก็ฝึกหัดใช้ปัญญาของเราไป ถ้ามันไม่มีกำลังของมัน เราก็ทำความสงบของใจเข้ามา การทำความสงบของใจคือจิตตั้งมั่น จิตมีกำลังของมัน พอจิตมีกำลังของมันก็ปล่อย ปล่อยมันก็เข้าสู่เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง มันพิจารณาเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา เห็นไหม นี่มันจัดการ มันบริหารด้วยสติ

แล้วถ้ามันละเอียดขึ้นไปเป็นบุคคลคู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ มันจะเป็นมหาสติ เพราะอะไร เพราะกิเลสมันจะรวดเร็วกว่านี้ กิเลสมันจะรวดเร็วมาก มันจะพลิกแพลงมาก แล้วรวดเร็วมาก พลิกแพลงมาก สติสัมปชัญญะมันก็ต้องควบคุมเกมได้ทั้งสิ้น แล้วควบคุมได้ ถ้ามันสมดุลพอดี มรรคสามัคคี ถ้ามันสมดุลพอดี มันก็ปล่อยวาง ปล่อยวาง ปล่อยวาง

แต่ถ้ามันไม่มีกำลังของมันนะ ถอยกรูดๆ ถอยกรูดๆ คืออะไร คือคิดไม่ออก พิจารณาไม่ได้ เก้อๆ เขินๆ ดื้อดึง ดื้อรัน ยื้อๆ กันอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วก็ยังตะแบงตะบันสู้กับมันไป เสื่อมหมด

นี่พูดถึงว่าถ้าการปฏิบัติที่ถูกต้อง

แต่คำถามนี้ คำถามที่ว่ามันเป็นมาสองคราว ถ้าสองคราว มันถูกต้องหรือไม่

ถ้าเราปฏิบัติมันก็จะเกิดอาการแบบนี้ ถ้าเกิดอาการแบบนี้ มันก็เป็นวาสนาของแต่ละบุคคล ถ้าเกิดกับเรา มันก็เป็นการยืนยันว่าเราปฏิบัติธรรม แล้วอาการ ประสบการณ์ของจิตมันมีประสบการณ์อย่างนี้ ถ้าประสบการณ์อย่างนี้ นี่ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก

ศาสนามีไหม มรรคผลมีไหม ศีล สมาธิ ปัญญาจริงหรือเปล่า แล้วเราได้ประสบของเรา มันเป็นการยืนยัน มันเป็นบุญของบุคคลคนนั้น เพราะมันเกิดจากใจ ไม่มีใครมาล่อมาหลอก ไม่มีใครมาเกลี้ยกล่อมให้เชื่อหรือไม่เชื่อ มันเป็นผลของการกระทำของเราขึ้นมาไง

แต่ถ้ามันถูกต้องตามแนวทางพระพุทธเจ้าหรือเปล่า

อาการเกิดนี้ร้อยแปด ฤๅษีชีไพรก็เป็น ยิ่งพวกไสยศาสตร์เขาทำ ตอนนี้ที่เขาผีเข้าผีหลอกกันน่ะร้อยแปดเลย มันเรื่องของโลกวิญญาณ แต่ของเราเป็นโลกของเรื่องอริยสัจ

โลกวิญญาณ โลกเวรโลกกรรม มีเวรมีกรรมต่อกัน โลกของวิญญาณ เชื่อหมอผีผีสาง แต่ในพระพุทธศาสนา ผลของวัฏฏะ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้ามีเวรมีกรรมต่อกัน มันมีผลสัมผัสต่อกัน

แต่ถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา แล้วเราเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา เรามีศีล ๕ เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผีไหนจะมาเข้า มีแต่ผีกิเลส

เวลากิเลสมันหลอกมันลวง มันปลิ้นมันปล้อน มันเผาใจ นี่ผีกิเลส ผีจริงๆ มันอยู่ที่ไหน ถ้าผีจริงๆ ก็ผีหัวใจเรานี่ไง ผี คือพุทธะ ผู้รู้นี่ไง แต่มันหลงมันใหลมันก็เป็นผี ถ้ามันมีสติปัญญาขึ้นมามันก็เป็นธรรม

นี่ในแนวทางปฏิบัติ เห็นไหม คำถามไง ว่ามันถูกต้องตามแนวทางพระพุทธศาสนาหรือไม่

แนวทางพระพุทธศาสนา ทาน ศีล ภาวนา

แล้วเวลาการประพฤติปฏิบัติในวงกรรมฐาน ให้ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน คำถามนี้ เราต้องการทำความสงบของใจเข้ามา แล้วถ้ามันทำความสงบของใจเข้ามา จิตที่มันรู้มันเห็น มันเกิดของมัน เกิดแล้วเราก็รับรู้ไว้

นี่ไง อาการของจิตเป็นได้หลากหลายนัก เป็นในทางบวกก็ได้ เป็นในทางลบก็ได้

อันนี้ สองเคสนี้มันเป็นในทางบวก ในทางบวกเพราะจิตมันเห็นเป็นสภาวธรรม เห็นสภาวะเป็นธาตุ ๔ แตกสลาย ไม่ใช่ตัวเรา สลดสังเวช น้ำตาไหล อีกหนหนึ่งไง เห็นทุกอย่างเป็นทุกข์ ทุกข์มากหรือทุกข์น้อย มันไม่มีอะไรเป็นความสุขอยู่จริง

จำคำนี้ให้ดีนะ มันไม่มีอะไรเป็นความสุขอยู่จริง จิตเห็นอาการเกิดดับ ถ้ามันไม่มีอะไรเป็นความสุขอยู่จริง อย่างหลงโลกนะ อย่าติดในโลกนะ แล้วเวลาโดยปกติ เห็นทุกอย่างมีคุณค่าหรือเปล่า

ถ้ามันเห็นจริง มันจะเห็นคุณธรรมในหัวใจเหนือกว่าทุกๆ อย่าง เหนือกว่าสิ่งที่โลกเขามีอยู่ นี่พูดถึงว่า ถ้าข้อเท็จจริงมันเป็นจริง

แต่นี้มันเป็นอาการ ชั่วคราว

ฉะนั้นว่า ถ้ามันถูกต้องในทางพระพุทธศาสนาหรือไม่

เราถือศาสนาอะไรล่ะ ถ้าเราถือศาสนาสิ่งใด เราจะปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แล้วเราปฏิบัติโดยการศึกษาจากปริยัติ จากธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเราก็ฝึกหัดของเรา ถ้าฝึกหัดของเรา นี่คือผลไง ผลอย่างนี้

เวลาคนเขาต้องมีการศึกษา จบแล้วต้องฝึกงาน ฝึกงานแล้วทำงานเป็นหรือไม่เป็น ปริยัติคือการศึกษาทางวิชาการ แล้วเวลาภาคปฏิบัติ ปฏิบัติให้มันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา พระกรรมฐานปฏิบัติ ปฏิบัติหัวใจของตนให้มันเป็นจริงขึ้นมา ถ้ามันเป็นจริงนะ

ถ้ามันเป็นไม่จริง มันก็เป็นความจำ มันก็เป็นสัญญา มันก็เป็นสิ่งที่จำต่อๆ กันมา แล้วมันก็เป็นนิทานเล่าเรื่อง เป็นนิทาน เป็นสิ่งที่ว่าจินตนาการเอา

แต่ถ้าเป็นจริงๆ มันจะเป็นกับเรา ถ้าเป็นกับเราก็ผล

สมาธิคือสมาธิ แล้วสมาธิส่งออกก็รู้ก็เห็นของมันไป แล้วถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา มันต้องเป็นกิจจะลักษณะ

มันเป็นจริง ธรรมะเป็นของจริง รอคนจริงมาค้นคว้าหาความจริง

แล้วถ้าค้นหาความจริงนะ ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย ความจริงเป็นอริยสัจ ความจริงเป็นสัจธรรม

จิตจะล่วงพ้นทุกข์ด้วยความเพียร ล่วงพ้นทุกข์เพราะพ้นจากกิเลสตัณหาความทะยานอยากตามข้อเท็จจริง

แต่คำถามนี้ มันก็เป็นประสบการณ์ของครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติมาทั้งนั้นน่ะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งแต่ละคราว มันทำซ้ำ ทำซ้ำ ทำซ้ำ

ทำซ้ำ ทำซ้ำเพราะมันต้องให้จิตมันมั่นคง จิตมันแข็งแรง มันมีโอกาส มันมีประสบการณ์แบบหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราที่ท่านทำมาแล้ว ท่านไม่สงสัยใดๆ เลย

แต่นี่มันปฏิบัติแล้วมันได้ผลมา ได้ผลมาก็เป็นบุญเป็นกุศลของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ

แล้วจะบอกว่า ให้ยืนยันว่าในการปฏิบัติถูกต้องตามแนวทางพระพุทธศาสนาหรือไม่

มันเป็นการฝึกหัดเริ่มต้น แล้วเราฝึกหัดของเราให้เป็นตามข้อเท็จจริง

แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ

อย่าทิ้งผู้รู้ คือหัวใจดวงนี้ อย่าทิ้งพุทโธ

ถ้ามันทิ้งผู้รู้ ทิ้งพุทโธ แล้วก็จะไปเอามรรคเอาผล มันตื่นมงคลตื่นข่าว ตื่นเป็นกระต่ายตื่นตูมไป ส่งออกหมดนะ แล้วจะไม่ได้ประโยชน์ใดๆ เลย

มันจะเกิดอะไรขึ้นก็แล้วแต่ ไม่ทิ้งผู้รู้ ไม่ทิ้งพุทโธ นี้คือปฏิบัติแนวทางพระพุทธศาสนา เอวัง